2006/Sep/10

+ แบบว่าวันนี้ ไปซื้อซุปไก่มากิน ราคา33 บาทอ้ะ มีคนบอกว่ากินแล้วจะฉลาดเลยลองกิน พอกลับบ้านมาก็มาค้นดูด้วยความสงสัยว่ามันดีจริงแน่หรอ ก็เลยนำความรู้มาฝากค่ะ เลยโดนดักควายไปเลย++++

เชื่อกันว่าชาวจีนนิยมกินรังนกกันมานานกว่า 2,000 ปี แพทย์จีนเขียนใบสั่งยาโดยมีรังนกเป็นส่วนผสม เพราะเชื่อว่ารังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ บำรุงสุขภาพเด็กที่ไม่แข็งแรง


26 ธันวาคม 2545

ในประเทศไทยรังนกที่มีคุณภาพดีที่สุดอยู่ที่ภาคใต้ตามเกาะแก่งต่าง ๆ ตั้งแต่เขตชุมพรลงไปถึงจังหวัดสตูล ผู้ที่จะเก็บรังนกได้ต้องได้รับสัมปทานจากกระทรวงการคลังก่อน และมีสิทธิเก็บรังนกจากเกาะนั้น ๆ ได้ปีละ 3 ครั้ง

จากสรรพคุณที่เชื่อกันดังกล่าวแล้ว บวกกับความยากลำบากในการเก็บรังนก ทำให้รังนกมีราคาแพงอย่างที่เห็นกันอยู่

รังนกได้มาอย่างไร

รังนกคือส่วนของน้ำลายนกนางแอ่นที่ใช้ทำรังเพื่อวางไข่ แต่ละปีจะมีการเก็บรังนก 3 ครั้ง ครั้งแรกจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หลังจากนั้นจะทิ้งช่วงประมาณ 1 เดือนเพื่อให้นกทำรังเป็นครั้งที่ 2 แล้วก็เก็บเหมือนครั้งแรก หลังจากนั้นเว้นไปประมาณ 3 เดือนเพื่อให้แม่นกวางไข่ก่อน แล้วรอให้ลูกนฟักออกมาจนแข็งแรงบินออกไปหาอาหารได้จึงเก็บรังนกเป็นครั้งที่ 3 หลังจากนั้นก็รอถึงฤดูการเก็บรังนกในปีต่อไป ผู้ได้รับสัมปทานจะต้องดูแลไม่ให้มีการรบกวนนกและอนุรักษ์ดูแลสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อจำนวนนกนางแอ่นซึ่งนั่นหมายถึงมีผลกระทบต่อรายได้ในปีต่อ ๆ ไป

รังนกมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

จากการวิเคราะห์หาส่วนผสมของรังนกนางแอ่นโดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พบว่า ประกอบด้วย

น้ำ 5.11%

โปรตีน 60.9%

แคลเซียม 0.85%

โปแตสเซียม 0.03%

สำหรับรังนกสำเร็จรูป พร้อมบริโภคที่จำหน่ายในท้องตลาดซึ่งประกอบไปด้วย รังนก 1% น้ำตาลกรวดประมาณ 12% นั้น เมื่อสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลนำมาวิเคราะห์พบว่ามีส่วนประกอบดังนี้

ตารางการวิเคราะห์ส่วนประกอบรังนก

ความคิดเห็นในแง่โภชนาการ

จากผลการวิเคราะห์สารอาหารของรังนกสำเร็จรูปทั้ง 2 ยี่ห้อที่มีขายในท้องตลาด จะเห็นว่าพลังงานที่ได้จากรังนกสำเร็จรูปนี้ ได้จากน้ำตาลกรวดที่เติมลงไปและมีปริมาณน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง หรือประมาณ 1 ใน 3 ของนม 1 กล่อง

ในแง่โปรตีน ถ้าต้องการได้โปรตีนเท่ากับไข่ไก่ 1 ฟอง จะต้องรับประทานรังนกถึง 26 ขวด (เป็นเงินกว่า 3,000 บาท) หรือถ้าจะให้ได้โปรตีนเท่ากับนม 1 กล่อง จะต้องรับประทานรังกนถึง 34 ขวด (เป็นเงินกว่า 4,000 บาท) หรืออีกนัยหนึ่งปริมาณโปรตีนในรังนกสำเร็จรูป 1 ขวด (70-75 มล.) เท่ากับนมสดประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสง 2 เมล็ด หรือไข่นกกระทาน้อยกว่า ¼ ฟอง

เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว ผู้บริโภคคงจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อให้ได้ชื่อว่า ฉลาดซื้อ หรือ ฉลาดกิน

ซุปไก่สกัด

ซุปไก่สกัดที่เราเห็นขายกันอย่างมากมายนั้น แท้ที่จริงได้จากการนำไก่ไปนึ่งเป็น เวลานานๆ จนมีน้ำออกมาจากตัวไก่ แล้วนำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวให้เข้มข้นแล้วเอาไขมันออก กลายมาเป็นซุปไก่สกัด
ซุปไก่สกัดนี้ มีการโฆษณาว่าเป็นอาหารเสริมบำรุงกำลังเหมาะกับทุกเพศทุกวัย มีการกล่าวอ้างถึงสถาบันในต่างประเทศเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้ารวมไปถึง การใช้กลยุทธ์ทางการโฆษณาโดยใช้ดารานักแสดงเพื่อดึงดูดความสนใจและโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ในคุณประโยชน์ในโฆษณานั้น ๆ

นอกจากนี้ยังได้มีความพยายามที่จะปรับปรุงสูตรโดยมีการเติมวิตามิน เกลือแร่และสมุนไพรลงไป อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งราคาและคุณค่าทางโภชนาการของซุปไก่เมื่อเทียบกับไข่ไก่และนมสด ซึ่งเป็นอาหารที่เราบริโภคกันเป็นปกติประจำวันหาง่ายและราคาไม่แพง จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบราคา ถ้าเรามีเงิน 30 บาท ซื้อซุปไก่ ได้ 1 ขวด

เราจะสามารถซื้อไข่ไก่ 15 ฟอง หรือ ซื้อนมสด (250มล.) 3 กล่อง
และเมื่อเทียบคุณค่าทางโภชนาการแล้วโปรตีนในซุปไก่ 1 ขวด เท่ากับโปรตีนใน ไข่ไก่ 1/2 ฟอง และโปรตีนในนมสด 1/3 กล่อง ยิ่งไปกว่านี้เมื่อพิจารณาสารอาหาร อื่นๆ โดยรวมแล้วในซุปไก่จะมีน้อยกว่าไข่ไก่ 1/2 ฟอง และนมสด 1/3 กล่องมากทีเดียว

ความเข้าใจผิด
การที่เรามักจะหอบหิ้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งที่นิยมมากที่สุดก็คือซุปไก่ไปเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหรือผู้พักฟื้นหรือญาติผู้ใหญ่นั้น หากถามว่าหาประโยชน์ได้หรือไม่ คงมีบ้างแต่ต้องคำนึงถึงเงินในกระเป๋าและความคุ้มด้วย

หากคิดว่าการซื้อให้กินเพื่อคนที่เรารักหรือญาติผู้ใหญ่กินอาหารได้ดีขึ้นก็ทำได้ แต่ถ้าเราทำซุปด้วยตัวเอง ใส่เครื่องเทศให้หอมกรุ่นไปพบคนที่เรารักหรือญาติผู้ใหญ่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเท่านี้ ท่านเหล่านั้นคงจะอิ่มอุ่นด้วยความรักแล้ว อาการไม่สบายก็อาจหายดีขึ้นทันตา

นอกจากนี้แล้วในด้านนักวิชาการ ยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ถึงพิษภัยที่แอบแฝง มากับสารในซุปไก่นี้ด้วย ไม่แน่ว่าการที่คุณจะหยิบยื่นความรักและความปรารถนาดีให้ คนที่คุณรักจะกลับกลายเป็นยาพิษก็เป็นได้

ดังนั้นเมื่อได้เปรียบเทียบกันให้เห็นและทราบเช่นนี้แล้ว ท่านยังคิดว่าการซื้อซุปไก่สกัดมารับประทานยังเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและเหมาะสมแล้ว เราคงต้องบอกว่า....เราเตือน คุณแล้ว

น้ำมันปลา

แต่เดิมน้ำมันที่สกัดได้จากปลาโดยเฉพาะตับ ถือว่าเป็นแหล่งของวิตามิน เอ และ วิตามิน ดี ที่สำคัญ ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันน้ำมันตับปลาจะสกัดมาจากตับปลา บางชนิดเช่น ปลาค้อท

ปัจจุบันเมื่อความรู้ทางโภชนาการเกี่ยวกับน้ำมันจากปลามีมาก ขึ้น จึงมีผู้สกัดน้ำมันจากหนังปลาและเนื้อปลาออกขายในรูปแบบแคปซูลหรือบรรจุขวด น้ำมันปลานอกจากมีวิตามิน เอ และวิตามิน ดี แล้ว ไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) ของน้ำมันปลาจะมีปริมาณกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงและมีกรดไขมันพวก monoenoic สูงด้วย

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเรื่องน้ำมันตับปลา และน้ำมันปลา ซึ่งทั้งสองมีความ แตกต่างกัน แม้ว่าทำมาจากปลาเหมือนกัน
น้ำมันปลา หมายถึงน้ำมันที่อยู่ในเนื้อปลาทะเลหลายชนิดและปลาน้ำจืดบางชนิด ซึ่งน้ำมันปลานี้จะแทรกซึมอยู่ในเนื้อปลา หนังปลา หัวปลาและหางของปลา โดยเฉพาะ ปลาทะเล อย่างปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอนและทูน่า สำหรับปลาทะเลไทย

กลุ่มโอเมก้า 3 ปริมาณสูงจะมีใน ปลาทู ปลากระพง ปลาตาเดียว
ส่วน น้ำมันตับปลา นั้น สกัดจากตับของปลาทะเลและนิยมรับประทานเฉพาะเพื่อ เสริม วิตามิน เอ และวิตามิน ดี
กรดไขมัน กลุ่มสำคัญที่มีการอ้างว่า ดีต่อสุขภาพได้แก่ Eicosapentanoic acid (EPA) Docosahexenoic (DHA)

กรดไขมันทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นอนุพันธ์ของ แอลฟ่าไลโนเลอิค แอซิด การเพิ่มพันธะคู่ จำนวนคาร์บอนในห่วงโซ่คาร์บอนของ แอลฟ่าไลโนเลอิค แอซิด ให้กลายเป็นอนุพันธ์ ทั้ง 2 ชนิดจะเกิดได้ดีในหนู แต่ในคนจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก ดังนั้นแหล่งของสารทั้ง 2 ชนิด ที่สำคัญจึงได้รับจากอาหาร อาหารที่มีกรดไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้มากก็คือ ปลาทะเล หรือน้ำมันจากปลาทะเล โดยเฉพาะปลาที่อาศัยในทะเลเขตหนาว เช่น แมคคลอเรล เฮอร์ริ่ง
ในปัจจุบัน น้ำมันจากปลาทะเล กำลังได้รับความสนใจในแง่การใช้เพื่อลดไขมัน ในเลือด และป้องกันการเกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด จริงหรือไม่ก็ยังไม่สามารถ ที่จะสรุปผลลงไปได้ แต่จากการศึกษาทดลองพบว่า ผลเสียที่พบหลังจากที่รับประทาน น้ำมันปลา คือ

1. เมื่อใช้แล้วเกิดอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
2. อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ด้วย
3. อาจทำให้เกิดสภาวะการขาดวิตามิน อี ได้
4. อาจเกิดความเป็นพิษจากการรับประทานวิตามิน เอ หรือ ดี มากเกินไป
5. น้ำหนักเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น
6. ทำให้ระดับของพลาสม่าลดลงเป็นการเพิ่มน้ำตาลในเลือด
7. มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีสารพิษหรือว่าโลหะตกค้าง

ถึงแม้ว่า การศึกษาในสัตว์หรือในคนจะชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ น้ำมันปลาในการลดไขมันในเลือด และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด แต่การนำมาใช้ในการปฏิบัติจริงๆ ยังต้องมีการศึกษาข้อมูลกันต่อไปในอนาคต เนื่องจาก ดังที่กล่าวไปแล้วว่า

ในทางคลีนิควิทยายังไม่มีการมาระบุว่าเหมาะกับการใช้ในคนป่วย นอกจากเราต้องกินน้ำมันปลาวันละ 10-30 แคปซูลต่อวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ ซึ่งขนาดดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งเกิดพิษ ดังที่ได้บอกกันไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลานี้ เป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาหารในการขึ้นทะเบียนไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถยืนได้ถึงผลการใช้เพื่อรักษา

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ท่านคงมีการคิดพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ก่อนที่จะซื้อมา รับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย เพราะแทนที่จะบำรุงอาจได้ผลตรงกันข้าม เสียเงินไม่พอ ยังเสียใจ และอาจเสียสุขภาพ ต้องตามรักษากันอีกยาวนาน

เราหินทุกอย่างแฮะ


edit @ 2006/09/10 19:49:24
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่เชื่อหรอกนะว่าครั้งที่3 เค้าจะเว้นให้แม่นกทำรังก่อนน่ะ
เค้าเก็บจนแม่นกกระอักเลือดตกมาตายพร้อมกับไข่ในท้องอ่ะแหละ
รังครั้งนี้ก็จำพวกรังที่มีสีแดงๆชมพูๆปน ที่ขายกันแพงมโหฬารนั่นแหละ
สถานภาพเราตอนนี้
รังนก-เลิกกินไปแล้ว
ซุปไก่-เลิกแล้วเหมือนกัน
น้ำมันปลา น้ำมันตับปลา-ไม่มีปัญญาซื้อกิน
อื่อ เคยได้ยินเหมือนกัน เมื่อก่อนชอบกินมากๆ

ตอนนี้สงสารพอนึกภาพแล้ว กินไม่ลงเลย
1 หูต้องดี 2 ดีอย่าห่างเหิน 3 ดีหลายๆเท่า 4 ดีสู้หัน (กรุณาผวนด้วยครับ)
#3  by  ซางดู (58.147.85.231) At 2007-02-21 19:08, 
ความคุนสำหรับความรู้อันกระจ่างแจ่ม
#4  by  M i L K (203.113.45.137) At 2007-11-11 20:31, 
open-mounthed smile
#5  by  วันศรี สุมาลัย (118.172.94.21) At 2008-06-27 09:54, 

<< Home


แหวน แหวน แหวน0-+
View full profile